ผลของการพยาบาลผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจอย่างมีแบบแผนต่อการลดภาวะพร่องออกซิเจน การเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจ และการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำ

ความเป็นมาและความสำคัญของการวิจัย

ผู้ป่วยวิกฤตส่วนใหญ่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ ซึ่งจำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจคิดเป็น 75% ของผู้ป่วยทั้งหมด ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การเกิดท่อเลื่อนหลุด ภาวะพร่องออกซิเจน การติดเชื้อ จำนวนวันนอนสูงขึ้น อันส่งผลต่อผู้รับบริการ ซึ่งพยาบาลมีบทบาทสำคัญในการลดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวนี้

วัตถุประสงค์การวิจัย

เพื่อลดอัตราการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจอัตราการ Re-intubation และอัตราการเกิดภาวะ Hypoxia

Key word

คุณภาพการพยาบาล อัตราการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจ

กิตติกรรมประกาศ

คณะผู้วิจัยขอขอบคุณผู้บริหารโรงพยาบาลสตูล และผู้ทรงคุณวุฒิ รศ.ดร.เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย และผู้รับบริการที่ให้ความร่วมมือในการวิจัยครั้งนี้

วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบวัดผลก่อนและหลังการทดลอง ประชากรเป้าหมายคือ ผู้ป่วยทุกคนที่ใส่ท่อช่วยหายใจจำนวน 276 คน เป็นผู้ป่วยเด็ก 97 คน ผู้ใหญ่ 179 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกการเกิดท่อเลื่อนหลุด หาคุณภาพของเครื่องมือด้วยการหาความตรงเชิงเนื้อหาใช้ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ จำนวนและร้อยละค่าเฉลี่ย นำเสนอด้วยกราฟแท่ง

ผลการวิจัย

แผนภูมิที่ 1 เปรียบเทียบภาวะแทรกซ้อนในเด็ก

แผนภูมิที่ 2 เปรียบเทียบภาวะแทรกซ้อนในผู้ใหญ่

สรุปผลการวิจัย

ผลการศึกษาโดยการนำการพยาบาลแบบมีแบบแผนมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ในเด็กพบว่าอัตราท่อเลื่อนหลุดลดลงจาก 9.74 เป็น 7.08 และที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัด คือ อัตราการ Re-intubation ลดลงจาก 8.56 เป็น 2.65 ส่วนในผู้ใหญ่จะเห็นความแตกต่างไม่มากนัก แต่อัตราการเกิดภาวะ Hypoxia ลดลงอย่างเห็นได้ชัดจาก 1.96 เป็น 0 ข้อเสนอแนะ การใช้การพยาบาลอย่างมีแบบแผนใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยเด็กมากกว่าในผู้ใหญ่